ผู้เสพความเหงา:up in the air

posted on 07 Mar 2010 02:37 by hippogrip in penzip

หากจะList รายชื่อหนังในดวงใจของเด็กชายสมเจตน์ล่ะก็ มันจะมีเรื่อง Lost in translation รวมอยู่ในนั้นด้วย ผมชอบบทหนังเรื่องนี้มาก ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่า scarlett johansson จะพูดอะไรกับ bill murray ในตอนจบ ความตั้งใจของผู้กำกับที่ทิ้ง 1 ในหลายปมให้คนดูอย่างผมตีความหมายของมัน โดยที่เดาคำกระซิบนั้นเอาเองว่าคงเป็น "nice to meet you"

lost in translation ว่าด้วยเรื่่่องของคนเหงา 2 คนที่ตกอยู่ในห้วงของความปล่าเปลี่ยวอย่างดูดดื่ม ท้งคู่เจอกันท่ามกลางมหานครที่ไม่มีมนุษย์จริงๆอย่างโตเกียว  ความว้าเหว่ โดดเดี่ยว เปลี่ยวหัวใจ ที่ผมรับความรู้สึกได้จากหนัง แม้กระทั่งบทพูดอันแสนธรรมดา ล้วนทำให้จิตใจอันขุ่นมัว ณ ตอนนั้น คลอดออกมาเป็นน้ำตาซึมๆ

ยังจำภาพวันนั้นได้ดี วันที่ murray นั่งจิบเหล้าตรงเคาเตอร์บาร์ ในเลาจ์ของโรงแรมที่มีเพียงบริกรและตัวเขากับTVที่ฉายอยู่บนผนัง มันเป็นวันเดียวกันที่ผมเฝ้ามองจอภาพ ในห้องที่ปิดไฟโดยมีสิ่งมีชิวิตเพียงอย่างเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนคือ จิ้งจก

จนกระทั่งวันนี้ จอจ์จ คลูนี่ย์ก็ทำให้ผมกระอักกะอ่วนใจ ขึ้นอีกครา 

up in the air เป็นหนังของคนเหงา ที่แสร้งว่า ตัวเองชอบความเหงาอย่างที่เป็นอยู่ แท้จริงแล้วเป็นเพียงความกลัวที่จะอยู่คนเดียวต่างหาก เลยเลือกที่จะอยู่คนเดียวดีกว่า ออกจะงง..

เหมือนเรากลัวการจากลาเลยปฎิเสธการพบเจอ..ประมาณนั้น น่าแปลกที่ควากลัวเหงา ทำให้ชายคนนึงสามารถมีชีวิตที่อยู่ได้โดยคิดว่า..ตัวเองอยู่ได้..ด้วยตัวเอง ยิ่งเขียนยิ่งไม่เข้าใจ

ผมกลับมาพร้อมด้วยคำถามทีเกิดขึ้น ประหนึ่งผึ้งบินพรูออกจากรัง เป็นคำถามในแบบที่ไร้ซึ่งคำตอบว่า..

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ยังไง?

ในแง่ความโดดเดี่ยวของหนังเรื่องนี้ก็สร้างให้ไรอัน บิงแฮม (จอจ์จ คลูนีย์)มีชวิตที่ใครหลายคนอิจฉา ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องเดินทางตลอดเวลา มีชีวิตที่"ดูเหมือนสุขสบาย" ด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไปบอกเลิกจ้างพนักงาน ให้กับบริษัทที่ต้องการเลย์ออฟพนักงานออกแต่เจ้าของบริษัทไม่กล้าพอที่จะบอกพนักงานของตัว  บิงแฮมเดินทางปีละ 322 วัน 43วันที่เหลือคือการที่เขาต้องกลับบ้านซึ่งเป็นความทรมานอย่างหนึ่งของเขา่ 

คนที่ใช้ชีวตที่คิดว่า ร้านกาแฟเหมือนห้องพักผ่อน Shop duty free เหมือนห้องนั่งเล่น เค้าเตอร์เช็คอินเหมือนประตู และสนามบินคือบ้าน ในขณะที่ เครื่องบินคือห้องนอน คนอย่างเขาเลยไม่คิดที่จะสร้า้งสัมพันธ์ระยะยาวกับใคร และมั่นอกมั่นใจเป็นที่สุดว่าการมีสามี ภรรยาคือไส้ติ่งชีวิต 

คนทีีไม่รู้ตัวว่าเหงาจึงสร้างเป้าหมาย สะสมไมล์ เพื่อให้ไำด้บัตรVipโดยสารฟรีตลอดชีวิต ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวในชีวิต เปรียบเหมือนสิ่งยึดเหนี่ยวที่อาจทำให้เขาลืมอารมณ์โหวงเหวงในหัวอกไปได้บ้าง หรือไม่การสะสมไมล์อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ได้รู้ว่า ตัวเองยังมีตัวตนอยู่ในโลกที่ผู้คนขาดความเอาใจใส่กัน  สังคมออนไลน์ที่การพูดคุยเป็นเรื่องในจินตนาการ 

 คนเขียนบทยัดคำพูดมากมายใส่ปากนักแสดง  "What's in your backpack?"ในเป้คุณมีอะไร คุณจะเอาอะไรใส่ลงในเป้ บ้าน รถ ของใช้ ตู้เย็น ทีวี เครื่องปั่นน้ำผลไม้ หนังสือ พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา ความคาดหวัง ความรัก ความไว้ใจ ความเป็นห่วง โอเค..แล้วทีนี้ก็ ลุกขึ้นเดิน .."คุณยังจะเดินไหวมั้ย"..  ผมคิดว่าบางคนอาจเป็นอยู่ เป็นความเคยชิน ชินเสียจนคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ จนกระทั่งตายจากไป รอยเป้บนไหล่ที่ฝังลึกลงไปบนผิวหนัง ก็ถูกฝังลงไปกับเราด้วย คำถามคือไม่ใช่ เพื่ออะไร แต่เป็น เพื่อใคร?

 

น้องสาวของบิงแฮม ไม่มีโอกาสเดินทางเหมือนตัวเอง หล่อนจึงฝากรูปคู่้สามีตัวเองไปให้บิงแฮมเมือถึงสถานที่นั้นก็หยิบรูปถ่ายนี้ขึ้นมาถ่ายรูป โดยมีฉากหลังเป็นสถานที่ที่ไปถึง คู่สามีภรรยาพูดกับเขาว่า

"ถึงแม้เราไม่ได้เที่ยวรอบโลกแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีรูปซะที่ไหน" 

ในชีวิตคนเราหากได้ลองรักใครซักคน เท่ากับว่าเรามีสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวตัวเราไว้ไม่ให้หลุดจากวงโคจร มันจะมีเหตุผลให้ตื่นขึ้นมาเพื่อบอกกับตัวเองว่้า "ฉันดีใจที่มีเธอ" นั่นคือเหตุผลของการมีชีวิต

หนังเล่าเรื่องตอนท้ายสะเทือนอารมณ์ เป็นภาพตัดไปมาของคนที่ถูกบอกเลิกจ้างหลายคนว่า ในวันที่เขาตกงานสิ่งที่ทำให้เขามีแรงที่จะออกไปหางานใหม่ คือ ลูก สามี ภรรยา วันที่เขาผิดหวังหมดกำลังใจ เขาโชคดีที่ตื่นขึ้นมาแล้วมีภรรยานอนอยู่ข้างๆ 

สุดท้ายแล้วความรักเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่สามารถ ที่จะหยิ่งทะนงตัวว่า ฉันอยู่ได้โดยไม่ต้องการใคร  เพราะความรักที่เรามีให้ต่ออะไรก็ตาม เป็นเครื่องคอยย้ำเตือนว่า เราทำทุกอย่างเพืื่อเขา

สำหรับคนอย่างบิงแฮม ความรักเพียงอย่างเดียวของเขาคือเครื่องบินคือการเดินทางเหมือนตอนที่เขาตอบคำถามของกัปตันที่ถามว่า คุณมาจากไหน ว่า "ผมอยู่บนเครื่องบิน" แต่ใครจะว่า อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่เขา เหลืออยู่้

อย่ากระนั้นเลย คนเราเกิดมาคนเดียวตายคนเดียวก็จริง แต่ในขณะที่มีชีวิติอยู่ เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราเกิดมาเพื่อรู้จักผู้อื่น รักกัน เข้าใจกัน  พ่อแม่ พี่ น้อง เพื่อน ลูกน้องเจ้านายฯลฯ มอบสิ่งดีๆให้กันดีกว่า เพราะอย่างไรเสีย

"มนุษย์ทุกคนต้องการเพียงคนคอยให้ไหล่ไว้พักหัวเวลามันหนักๆเท่านั้นเอง" 

 

 


 

Comment

Comment:

Tweet

ดูหนังจบก็เล่นเอาเหงาจับจิต
มานั่งอ่านที่คุณเขียนแ่ีบบช๊อตต่อช๊อตแบบนี้
ทำให้เหงาจับใจ

เช้านี้เล่นเอาไม่อยากลุกจากตื่นเตียง
เพราะไม่รู้จะตื่นมาเพื่อใคร

#3 By Sarah (114.128.49.162) on 2010-08-30 06:48

เข้าใจเลย เหมือนกัน ออกจากโรงมีก้อนๆจุกที่คอ

#2 By (183.89.64.57) on 2010-03-08 13:16

กู รัก หนังเรื่องนี้ เดินเหงาๆอยู่คนเดียวแต่เสือกฆ่าเวลาด้วยการดูหนังเหงาๆ เดินออกจากโรงหนังน้ำตาซึมๆ คนเดียว

#1 By แป๋ว (202.149.25.40) on 2010-03-08 08:39

Recommend