ที่ว่างของความรัก

posted on 05 Feb 2011 21:46 by hippogrip in diary

 

ในรอบ 5 เดือน ผมจดความคิดอะไรๆไว้เยอะตามหน้ากระดาษว่างๆ ที่พอจะหาได้ ณ  เวลานั้น แต่กาลเวลาก็พรากเศษกระดาษเหล่านั้นไป ด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที  วันนี้ผมเจอมันชิ้นหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋าสตางค์ กระดาษเริ่มเหลืองน้ำหมึกเริ่มเลือน มีกลิ่นอับๆ (ผมชอบดมกลิ่นกระดาษ) เป็นลายมือผมโน้ตไว้ว่า  

"ที่ว่างของความรัก"

 

เป็นข้อความที่ผมจดไว้จากการอ่านนิตยสารแจกฟรี เมื่อ 5เดือนก่อน ประโยคตั้งต้น  “ที่ว่างของความรัก”  มันน่าสนใจไม่น้อย

คนที่มีความรักฟังไว้ให้ดี คนที่ไม่มีก็ฟังๆไว้ก่อนจะมีความรัก  

 

ความรักต้องการที่ว่างเสมอ  คนเราต่อให้รักกันปานจะกลืนกิน ยังไง้ ยังไง ก็ต้องการเสปซ มันเป็นธรรมชาติ

ความใกล้ชิดกันมันเป็นดาบสองคม ให้ใส่กุญแจมือแบบยุพดีกับส่างหม่อง เอามั้ย

“อยากอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ใช่รึ”  :  พะโป้กล่าว

 

มากไปมันเลี่ยน มันไม่มีอะไรที่จะเติมได้อีกแล้ว น้ำมันเต็มแก้ว มันล้น มันจะอ้วกใส่หน้ากันอยู่แล้ว

อะไรๆมันจะผิดไปหมด เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า 

“แค่กูเคาะนิ้วตอนใช้ความคิด มันก็ด่ากู ยังกับว่ากูไปนอนกับใครมา”

 

มันจะกลายเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างไม่สามารถที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปได้  สังเกตมั้ยตอนรักกันใหม่ๆ

อะไรๆก็ดี อยู่ๆไป แค่จามยังผิด  เพราะมันอยู่ใกล้กันมากไป เห็นทุกดีเทลของชีวิต

สายตาปรับโฟกัสเป็นระบบมาโครตลอดเวลา 

 

คนที่รักกันมากๆ คู่สามีภรรยา หรือความรักในแบบใดก็ตาม  เราต้องต่างถอยห่างออกมาหน่อยหนึ่ง

เพื่อการรับภาพที่ชัดเจน มองเห็นองค์ประกอบทุกสิ่งที่กลายมาเป็นคนที่คุณรัก 

หมอพรทิพย์ เคยคุยว่า

“ก่อนแต่งงาน เปิดตาให้กว้าง มองให้ครบทุกองศา เห็นทุกอย่างให้ชัดเจนและเข้าใจ พอหลังแต่งงานให้หลับตาข้างนึง”

 

มันเป็นอย่างนี้แล

 

ผมนึกถึงตอนอ่าน  The Prophet  หรือ ปรัชญาชีวิต ของ คาลิล ยิบราน แปลโดย ระวี ภาวิไล (พี่ปู (พี่สาว) ซื้อมา จากท่าพระจันทร์ ราคา 65 บาท สมัย ปี 36 เราจำได้)

มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่พูดถึง ที่ว่างของความรัก ชื่อตอนว่า  “การแต่งงาน” (Marriage)

เป็นตอนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ พี่บอย โกสิยพงษ์ แต่งเพลง “ที่ว่าง”  วงพอส  กลับไปเปิดดู อีกครั้ง ความว่า

You were born together,
and together you shall be forevermore.
You shall be together when the white wings
of death scatter your days.

Aye, you shall be together even in the
silent memory of God.

But let there be spaces in your togetherness,
And let the winds of the heavens dance between you.

 เธอเกิดมาด้วยกัน และเธอก็จะอยู่ด้วยกันตลอดไป
เธอจะอยู่ด้วยกันแม้เมื่อปีกขาวของความตาย
ปัดกวาดวันคืนของเธอให้กระจัดกระจายไป
ถูกแล้วเธอจะอยู่ด้วยกัน
แม้ในความทรงจำอันสงัดของพระเป็นเจ้า  
แต่ขอให้มีช่องว่างในการอยู่ด้วยกันของเธอ

และขอให้กระแสลมแห่งสวรรค์โบกโบยไปมาระหว่างเธอ


  Love one another, but make not a bond of love.
Let it rather be a moving sea between
the shores of your souls.
จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งรัก

และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
และขอให้ลมแห่งสวรรค์เต้นรำอยู่ระหว่างเธอทั้งสอง

 
Fill each other's cup but drink not from one cup.
Give one another of your bread but eat not from the same loaf.
Sing and dance together and be joyous,
but let each of you be alone,
Even as the strings of a lute are alone
though they quiver with the same music.
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน

 

Give your hearts, but not into each other's keeping.
For only the hand of Life can contain your hearts.
And stand together, yet not too near together.
For the pillars of the temple stand apart,
And the oak tree and the cypress
grow not in each other's shadow.

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้นที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโอ๊ค ต้นไซเปรสก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้รักกันและกัน

 

By voondamn 5 กุมภาพันธ์ 2554

มีคนเค้าบอกว่า ผมทำตัวเป็นเด็ก ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ซะที  แล้วอะไรหล่ะที่เอามาวัดว่า
ถ้าคุณทำแบบนี้ มีความคิดแบบนี้คือ เด็ก แต่ทำอีกแบบ คิดอีกแบบคือผู้ใหญ่ 
 
ย่อๆ
ตามแนวคิดทฤษฏีโครงสร้า่งบุคลิกภาพของดร.อีริค เบอร์น (Dr. Eric Berne) ปกติแล้วในตัวคนๆ หนึ่งจะประกอบด้วยลักษณะการแสดงออก 3 ส่วน นั่นก็คือ ส่วนที่มีลักษณะคล้ายพ่อแม่ (Parent ego state) ส่วนที่มีลักษณะคล้ายผู้ใหญ่ (Adult ego state) และส่วนที่มีลักษณะคล้ายเด็ก (Child ego state) แต่ละคนจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และในแต่ละสถานการณ์   
 ลักษณะบุคลิกภาพนี้ อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม สถานการณ์หรือบุคคล การเลือกแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมย่อมแสดงถึงการปรับตัวที่เหมาะสม และได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ติดต่อด้วย เช่น เวลาเราอยู่กับเพื่อนฝูง กำลังสนุกสนานกัน หากเราแสดงออกในลักษณะของความเป็นพ่อเป็นแม่ ก็อาจเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนๆ หรือเรากำลังติดต่องานกับผู้ใหญ่หากแสดงลักษณะของความเป็นเด็ก การงานก็อาจมีปัญหาได้
 
 
 
แล้วความเป็นผู้ใหญ่ วัดกันที่ไหน?  ตั้งคำถามนี้ได้ด้วยเจตนาอยากได้รับคำตอบเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ไอ้การที่บางครั้งเรา
เจ๊าะแจ๊ะ อิอิ งี่เง่า ไร้สาระ มันหมายถึง เด็กไม่ยอมโต แล้วผู้ใหญ่คือ การไม่ทำตัวอย่างที่ว่า นะหรือ
 
สำหรับผม ผมคิดว่า ทัศนคติ การมองโลกที่ดี การมีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบที่ดี 
จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่แล้วมันจะยังไงเหรอ
ถึงแม้การแสดงออกทั่วไปของผม มักจะเล่นๆ ติ๊งต๊องๆ ไปบ้าง
แต่ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีทัศนคติดีพอ เข้าใจคนอื่น เข้าใจความเป็นไปของโลกแห่งความจริง(บ้างก็เพ้อฝัน)
มีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบเหมาะสมกับวัยตัวเองในตอนนี้ 
ไม่ดูถูกคนอื่นๆ ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักตัวตนของคนๆนั้นดีพอ  
รู้ว่ากำลังทำอะไร และคิดอะไรไว้ในใจโดยที่ไม่ต้องไปป่าวประกาศบอกใครๆ ผมก็ถือว่า
ผมไม่ใช่ เด็กๆๆที่ไร้สาระไปวันๆ แบบที่ใครบางคนบอกไว้
 
หรือการเป็นผู้ใหญ่ อาจต้องสุขุม นุ่มลึก เหมือนบรั่นดีไทย ก็ตัวตนผมมันไม่ใช่บรั่นดี
แต่มันอาจเป็น สแปลช ไม่แช่เย็น กินมากไปก็เลี่ยนตามประสาแต่ก็ดีต่อสุขภาพ เอิ๊กๆ (คิดไ้ด้ไงวะ)
 
ผมคิดว่า ความเป็นผู้ใหญ่ ยังรวมถึง
การวางตัวอย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ โดยเฉพาะในสังคมทำงาน
(ต่อหน้าเจ้านาย ลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน) ถ้าในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทผมว่า เป็นตัวของตัวเองในแบบฉบับของเราก็ดีอยู่แล้วนะ ซึ่งตรงนี้ยังรวมถึง โซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่าง facebook
 
การควบคุมอารมณ์ หรือที่เรียกว่า EQ คือ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง
มีทักษะในการปฏิบัติตัวในการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่เรียกว่ารู้กาละเทศะ ต้องรู้ก่อนว่าอะไรควรทำ
อะไรไม่ควรทำ มารยาทในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งอันนี้แหละ เป็นข้อที่ผมยังก้ำกึ่งอยู่ ระหว่าง
การเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนกับอะไรควรทำไม่ควรทำ 
บางทีการเป็นตัวของตัวเองที่เรา "คิดเองว่า" ไม่ได้เดือนร้อนใคร แต่บางที..
โอเค คนอื่นไม่เดือดร้อน แต่มันหมายถึง "ภาพ" ที่คนอื่นมองเรา มันจะดูไม่ดี
ไม่สมกับความคาดหวังที่เค้ามีต่อตัวตนของเรา
 
 
ทางที่ดีที่ผมคิดว่า มันจะเป็นทางออก คือ
การรู้จักกาลเทศะ อะไรควรทำไม่ควรทำ ในแบบที่ไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของเราไป
ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ด้วย
 
"ประสบการณ์"