ที่ว่างของความรัก

posted on 05 Feb 2011 21:46 by hippogrip  in diary

 

ในรอบ 5 เดือน ผมจดความคิดอะไรๆไว้เยอะตามหน้ากระดาษว่างๆ ที่พอจะหาได้ ณ  เวลานั้น แต่กาลเวลาก็พรากเศษกระดาษเหล่านั้นไป ด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที  วันนี้ผมเจอมันชิ้นหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋าสตางค์ กระดาษเริ่มเหลืองน้ำหมึกเริ่มเลือน มีกลิ่นอับๆ (ผมชอบดมกลิ่นกระดาษ) เป็นลายมือผมโน้ตไว้ว่า  

"ที่ว่างของความรัก"

 

เป็นข้อความที่ผมจดไว้จากการอ่านนิตยสารแจกฟรี เมื่อ 5เดือนก่อน ประโยคตั้งต้น  “ที่ว่างของความรัก”  มันน่าสนใจไม่น้อย

คนที่มีความรักฟังไว้ให้ดี คนที่ไม่มีก็ฟังๆไว้ก่อนจะมีความรัก  

 

ความรักต้องการที่ว่างเสมอ  คนเราต่อให้รักกันปานจะกลืนกิน ยังไง้ ยังไง ก็ต้องการเสปซ มันเป็นธรรมชาติ

ความใกล้ชิดกันมันเป็นดาบสองคม ให้ใส่กุญแจมือแบบยุพดีกับส่างหม่อง เอามั้ย

“อยากอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ใช่รึ”  :  พะโป้กล่าว

 

มากไปมันเลี่ยน มันไม่มีอะไรที่จะเติมได้อีกแล้ว น้ำมันเต็มแก้ว มันล้น มันจะอ้วกใส่หน้ากันอยู่แล้ว

อะไรๆมันจะผิดไปหมด เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า 

“แค่กูเคาะนิ้วตอนใช้ความคิด มันก็ด่ากู ยังกับว่ากูไปนอนกับใครมา”

 

มันจะกลายเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างไม่สามารถที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปได้  สังเกตมั้ยตอนรักกันใหม่ๆ

อะไรๆก็ดี อยู่ๆไป แค่จามยังผิด  เพราะมันอยู่ใกล้กันมากไป เห็นทุกดีเทลของชีวิต

สายตาปรับโฟกัสเป็นระบบมาโครตลอดเวลา 

 

คนที่รักกันมากๆ คู่สามีภรรยา หรือความรักในแบบใดก็ตาม  เราต้องต่างถอยห่างออกมาหน่อยหนึ่ง

เพื่อการรับภาพที่ชัดเจน มองเห็นองค์ประกอบทุกสิ่งที่กลายมาเป็นคนที่คุณรัก 

หมอพรทิพย์ เคยคุยว่า

“ก่อนแต่งงาน เปิดตาให้กว้าง มองให้ครบทุกองศา เห็นทุกอย่างให้ชัดเจนและเข้าใจ พอหลังแต่งงานให้หลับตาข้างนึง”

 

มันเป็นอย่างนี้แล

 

ผมนึกถึงตอนอ่าน  The Prophet  หรือ ปรัชญาชีวิต ของ คาลิล ยิบราน แปลโดย ระวี ภาวิไล (พี่ปู (พี่สาว) ซื้อมา จากท่าพระจันทร์ ราคา 65 บาท สมัย ปี 36 เราจำได้)

มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่พูดถึง ที่ว่างของความรัก ชื่อตอนว่า  “การแต่งงาน” (Marriage)

เป็นตอนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ พี่บอย โกสิยพงษ์ แต่งเพลง “ที่ว่าง”  วงพอส  กลับไปเปิดดู อีกครั้ง ความว่า

You were born together,
and together you shall be forevermore.
You shall be together when the white wings
of death scatter your days.

Aye, you shall be together even in the
silent memory of God.

But let there be spaces in your togetherness,
And let the winds of the heavens dance between you.

 เธอเกิดมาด้วยกัน และเธอก็จะอยู่ด้วยกันตลอดไป
เธอจะอยู่ด้วยกันแม้เมื่อปีกขาวของความตาย
ปัดกวาดวันคืนของเธอให้กระจัดกระจายไป
ถูกแล้วเธอจะอยู่ด้วยกัน
แม้ในความทรงจำอันสงัดของพระเป็นเจ้า  
แต่ขอให้มีช่องว่างในการอยู่ด้วยกันของเธอ

และขอให้กระแสลมแห่งสวรรค์โบกโบยไปมาระหว่างเธอ


  Love one another, but make not a bond of love.
Let it rather be a moving sea between
the shores of your souls.
จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งรัก

และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
และขอให้ลมแห่งสวรรค์เต้นรำอยู่ระหว่างเธอทั้งสอง

 
Fill each other's cup but drink not from one cup.
Give one another of your bread but eat not from the same loaf.
Sing and dance together and be joyous,
but let each of you be alone,
Even as the strings of a lute are alone
though they quiver with the same music.
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน

 

Give your hearts, but not into each other's keeping.
For only the hand of Life can contain your hearts.
And stand together, yet not too near together.
For the pillars of the temple stand apart,
And the oak tree and the cypress
grow not in each other's shadow.

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้นที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโอ๊ค ต้นไซเปรสก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้รักกันและกัน

 

By voondamn 5 กุมภาพันธ์ 2554

มีคนเค้าบอกว่า ผมทำตัวเป็นเด็ก ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ซะที  แล้วอะไรหล่ะที่เอามาวัดว่า
ถ้าคุณทำแบบนี้ มีความคิดแบบนี้คือ เด็ก แต่ทำอีกแบบ คิดอีกแบบคือผู้ใหญ่ 
 
ย่อๆ
ตามแนวคิดทฤษฏีโครงสร้า่งบุคลิกภาพของดร.อีริค เบอร์น (Dr. Eric Berne) ปกติแล้วในตัวคนๆ หนึ่งจะประกอบด้วยลักษณะการแสดงออก 3 ส่วน นั่นก็คือ ส่วนที่มีลักษณะคล้ายพ่อแม่ (Parent ego state) ส่วนที่มีลักษณะคล้ายผู้ใหญ่ (Adult ego state) และส่วนที่มีลักษณะคล้ายเด็ก (Child ego state) แต่ละคนจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และในแต่ละสถานการณ์   
 ลักษณะบุคลิกภาพนี้ อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม สถานการณ์หรือบุคคล การเลือกแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมย่อมแสดงถึงการปรับตัวที่เหมาะสม และได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ติดต่อด้วย เช่น เวลาเราอยู่กับเพื่อนฝูง กำลังสนุกสนานกัน หากเราแสดงออกในลักษณะของความเป็นพ่อเป็นแม่ ก็อาจเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนๆ หรือเรากำลังติดต่องานกับผู้ใหญ่หากแสดงลักษณะของความเป็นเด็ก การงานก็อาจมีปัญหาได้
 
 
 
แล้วความเป็นผู้ใหญ่ วัดกันที่ไหน?  ตั้งคำถามนี้ได้ด้วยเจตนาอยากได้รับคำตอบเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ไอ้การที่บางครั้งเรา
เจ๊าะแจ๊ะ อิอิ งี่เง่า ไร้สาระ มันหมายถึง เด็กไม่ยอมโต แล้วผู้ใหญ่คือ การไม่ทำตัวอย่างที่ว่า นะหรือ
 
สำหรับผม ผมคิดว่า ทัศนคติ การมองโลกที่ดี การมีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบที่ดี 
จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่แล้วมันจะยังไงเหรอ
ถึงแม้การแสดงออกทั่วไปของผม มักจะเล่นๆ ติ๊งต๊องๆ ไปบ้าง
แต่ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีทัศนคติดีพอ เข้าใจคนอื่น เข้าใจความเป็นไปของโลกแห่งความจริง(บ้างก็เพ้อฝัน)
มีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบเหมาะสมกับวัยตัวเองในตอนนี้ 
ไม่ดูถูกคนอื่นๆ ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักตัวตนของคนๆนั้นดีพอ  
รู้ว่ากำลังทำอะไร และคิดอะไรไว้ในใจโดยที่ไม่ต้องไปป่าวประกาศบอกใครๆ ผมก็ถือว่า
ผมไม่ใช่ เด็กๆๆที่ไร้สาระไปวันๆ แบบที่ใครบางคนบอกไว้
 
หรือการเป็นผู้ใหญ่ อาจต้องสุขุม นุ่มลึก เหมือนบรั่นดีไทย ก็ตัวตนผมมันไม่ใช่บรั่นดี
แต่มันอาจเป็น สแปลช ไม่แช่เย็น กินมากไปก็เลี่ยนตามประสาแต่ก็ดีต่อสุขภาพ เอิ๊กๆ (คิดไ้ด้ไงวะ)
 
ผมคิดว่า ความเป็นผู้ใหญ่ ยังรวมถึง
การวางตัวอย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ โดยเฉพาะในสังคมทำงาน
(ต่อหน้าเจ้านาย ลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน) ถ้าในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทผมว่า เป็นตัวของตัวเองในแบบฉบับของเราก็ดีอยู่แล้วนะ ซึ่งตรงนี้ยังรวมถึง โซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่าง facebook
 
การควบคุมอารมณ์ หรือที่เรียกว่า EQ คือ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง
มีทักษะในการปฏิบัติตัวในการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่เรียกว่ารู้กาละเทศะ ต้องรู้ก่อนว่าอะไรควรทำ
อะไรไม่ควรทำ มารยาทในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งอันนี้แหละ เป็นข้อที่ผมยังก้ำกึ่งอยู่ ระหว่าง
การเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนกับอะไรควรทำไม่ควรทำ 
บางทีการเป็นตัวของตัวเองที่เรา "คิดเองว่า" ไม่ได้เดือนร้อนใคร แต่บางที..
โอเค คนอื่นไม่เดือดร้อน แต่มันหมายถึง "ภาพ" ที่คนอื่นมองเรา มันจะดูไม่ดี
ไม่สมกับความคาดหวังที่เค้ามีต่อตัวตนของเรา
 
 
ทางที่ดีที่ผมคิดว่า มันจะเป็นทางออก คือ
การรู้จักกาลเทศะ อะไรควรทำไม่ควรทำ ในแบบที่ไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของเราไป
ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ด้วย
 
"ประสบการณ์"
 
โดยรวมๆแล้ว นิยามความเป็นผู้ใหญ่ของแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกัน
เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ซึ่งการที่เราจะไปตัดสินใครว่า ไอ้คนนั้นคนนี้ทำตัวเด็ก คนนี้ผู้ใหญ่  ผมว่ามันก็มองด้านเดียวเกินไป
ลองให้วัลลีย์ มาแอ๊บเด็กถ่ายรูปตัวเองโพสลงเฟสบุ๊ค มันก็ไม่ใช่ เพราะเธอต้องวิ่งไปกลับบ้านโรงเรียนทุกวัน
ประสบการณ์มันไม่เหมือนกัน วัลลลีย์มีความรับผิดชอบเหมือนผู้ใหญ่เพราะเธอมีภาระ
เด็กดูโคนัน ยอดนักสืบได้ทั้งวัน เพราะมันไม่ต้องทำอะไร
 
มันต้องมองในทุกมิติของคนๆนั้น ความรับผิดชอบ ความคิด คำพูด การกระทำ บุคลิก อารมณ์ สุขภาพกาย
สุขภาพจิตและสุขภาพทางวิญญาณ วิถีการดำเนินชีวิต มันหลอมรวมเป็นEQ ส่งผลต่อความเป็นผู้ใหญ่ในตัว
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญ ของความเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ คือ มีความเป็นเด็กอยู่ในตัว เหมือนเทวดาตัวน้อยๆคอยเต้นในพุงให้เราจั๊กจี้ แล้วลุกขึ้นมาทำอะไรที่ดีได้  เราก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสรา้งสรรค์
 
 
แต่ที่อยากจะบอกคือ
 
ผมไม่ใช่ผู้ใหญ่ ผมเป็นกำนัน!!!!!!
 
 
 
 
 
 

อะเดย์ฉบับหมา 119

posted on 22 Jul 2010 13:31 by hippogrip
 
 
 
วันก่อนเจอพี่โหน่ง บก.อะเดย์ ที่pet paradise park เค้าเอาหมามาวิ่งเหมือนกัน เค้าบอกว่า
ชอบบูลเทอเรีย มากแต่ไม่มีเวลาเลี้ยงผมบอกพี่ไม่ต้องใช้เวลา พี่ใช้แต่ตังก็พอ  ผมเลยคิดว่าผมอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เค้าทำฉบับ หมา (หลงตัวเองไม่เกินใครอะกรู)
 
 
อะเดย์ฉบับหมา 119 ของจริง
 
 
 
 

 

 

 

อะเดย์ฉบับหมา 119 ของปลอม(อยากให้ซีอิ๊วขึ้นปกอ่ะ)
 
ทำไมไม่มาเอาลูกช้านนนนนนนนนนนนนนน!!
 

 

กลัวโรงเรียน

posted on 12 Jul 2010 16:11 by hippogrip  in penzip

สาบานมาว่า ทุกคนเคยกลัวการไปโรงเรียน

ผมคนนึงละ กลัวโรงเรียนตัวเอ้เลยทีเดียว

ความกลัว มีหลายอย่างจนเรานึกไม่ถึงว่าจะมีโรคนี้อยู่โลกด้วย ไอ้จำพวก ดาราเหล่านั้นนั่นแหละ กลัวส้มงี้ กลัวเงาะงี้ กลัวผลไม้ จะบ้าหรือปล่้า่ว อร่อยจะตายชัก กลัวมากก็กินความกลัวนั่นเข้าไปเลย เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายจะตายชัก

ฟังแล้วไร้สาระ ผมมานั่งย้อนดู ว่า เอ้ ถ้ากรูไปสัมภาษณ์ดาวล้านดวง จะกลัวอะไรดีนะ เอาไว้ให้พิธีกรหยิบออกมาแล้ว กรี้ดๆ วิ่งหนีทั่วรายการ กล้องตัดภาพ อ้า่ยยยยยยยย อีนี่กลัว ขนมปัง มันหยึยๆ บึยๆ รูๆ นิ่ม แหวะ ขนลุกๆ

..ฟังดูตอแหลดี แต่จริงแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ากลัวอะไรจริง ไอ้พวกที่เป็นความกลัวพิศดารอย่างที่ว่าน่ะ ส่วน งู ตะขาบ กิ้งกือ หนอน จิ้งจก ตุ๊กแก อันนั้นเข้าใจว่ามันน่าขยะแขยง แต่ เปลือกส้มน่ะ มันน่ากลัวตรงไหน มังคุดอะ ข้างไหนมันเป็นเม็ดๆ ขาว อี๋ มองแล้วเหมือนตูดเด็ก อย่างนี้เหรอ 5555

มีเพื่อนคนนึงมันกลัวน้อยหน่า ผมมาเพ่งพิศดู น้อยหน่าเนี่ยนะ แล้วก็ลองจินตนาการตามมันในสิ่งที่มันเห็น น้อยหน่าไม่ใช่น้อยหน่า มันเป็นรูๆ ตะปุ่มตะป่ำ เหมือนผิวหนังคนเป็นหูดอักเสบ พอแกะออกมาเป็นเม็ด เรียงๆ เหมือนหนองพองๆ เป็นลิ่ม ...ฟังมันแล้ว ผมไม่กินน้อยหน่าอีกเลย ไอ้นี่มันส่งต่อจินตนาการมาในหัวเรียบร้อยละ

ไม่เท่านั้น ภาพนั้นยังโยงใยไปถึงอะไรที่เป็นรูๆทั้งหมดที่ผมเห็น ผมจะขนลุกเกรียวๆ  โอว่ หมาก ก็เป็นรูๆ รังผึ้งก็เป็นรูๆ เม็ดมะเขือ ยั๊วเยี้ย ที่ซ้ำรา้ยกว่านั้น คือ ปลาทองตัวน้อยน่ารักนั่นละ ผมไปเห็นมันเข้าด้วยคำแนะนำของพี่สาว มันเป็นปลาทองสีส้ม ตัวอ้วน แต่เกล็ดของมัน พอง เหมือนเกล็ดมันเปิดบานออกแต่ไม่หลุด ชูชันเสียทุกเกล็ด (เขียนไป แม่งขึ้นหัวแล้วเนี่ย คันหัว ขนลุก) มันเป็นโรคเกล็ดพอง สยองชิบเป๋ง

(เอาภาพมาลง ให้หลอนตัวเองไปเลย สราดดดดด)

ที่ฮากว่านั้น ผมลองเสิร์ชดู เจอโรคแปลกๆเพียบ ไม่เคยคิดว่าโรคนี้ก็มี ยกตัวอย่าง

Androphobia - กลัวผู้ชาย (ไม่รู้กลัวทำไม)(เพื่อนผมแม่งชนะกันหมดทุกคนอะไม่ยักมีใครกลัว)

Autophobia - โรคกลัวการอยู่คนเดียว (เป็นกันเย๊อะะะะะะะะ)
Ataxophobia -โรคกลัวความไม่มีระเบียบ (Bree ใน desparate housewife)

Gymnophobia - โรคกลัวภาพเปลือย มึงจะบ้าเหรอวะ อร่อยออก

Ecophobia - โรคกลัวบ้าน แล้วมึงจะไปอยู่ทีไ่หน

Kathisophobia - โรคกลัวการนั่ง (หนักละ กรูไม่เชื่่อ)

 Megalophobia - โรคกลัวของใหญ่ 55555555555ใครเป็นโรคนี้คงเป็นแฟนผมไม่ได้ละ คิคิ

Sinistrophobia - โรคกลัวของที่อยู่ด้านซ้าย โอ้ย กรูจะบ้าทำไงวะเนี่ย โรคนี้ ก็ต้องไปอยู่ข้างซ้ายเสียเอง อ่อ เดี๋ยวแม่มก็กลัวตัวเองอีกจนได้

ดีที่ไม่เป็นโรคพวกนี้ ลำพังกลากเกลื้อน เห็บเหาที่เป็นอยู่ก็ไม่ใครคบละ

 

 

เห็นได้ชัดว่า ความกลัวสิ่งที่ไม่น่ากลัวสำหรับคนอื่น มักจะเกิดจากประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้น เป็นความฝังใจอยู่ในจิตใต้สำนึกผสมกับจินตนาการล้ำลึก ทำให้เรากลัวขึ้นสมอง เห็นเป็นไม่ได้ ได้กลิ่นไม่ได้ สัมผัสยิ่งแล้วใหญ่ (แต่น่าแปลก ยิ่งกล้วยิ่งชอบ เหมือนชอบดมแผล ดมเล็กขบ ดมขี้หู ไม่ได้เป็นนะ พูดเฉยๆ (ร้อนตัว))

การกลัวโรงเรียน (School Phobia) ไม่ได้หมายถึง เรากลัวตึก แต่เรากลัวเพราะว่ารู้สึกกังวลและกดดันเมื่ออยู่ที่นั่น เป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับโรคกลัวอื่นๆ  ใช่ มันกดดัน ครูแม่งก็จะดุไปไหน อีกทั้งเพื่อนแม่งก็แกล้งอยู่ได้ ไหนจะต้องนอนกลางวันอีกน่าเบื่อจะตายชัก ที่สำคัญโรคกลัวโรงเรียนของผม เกิดจาก "ห่าน"  ใช่แล้ว ห่าน แคว๊วกๆ นั่นละ เพราะตอนเลิกเรียนเดินกลับบ้านระหว่างทางมันจะมีฝูงห่าน ราว 20 ตัว จะเยอะไปไหน เวลามันชูคอที สูงกว่าหัวผมอีก ที่ทำให้กลัวคือ ห่านมันรู้ว่าใครกลัว มันจะวิ่งเข้าหา แล้วไม่ใช่มาตัวเดียว มากันทั้งฝูงนั่นเลย พร้อมร้องเหมือนคนสะเลดติดอยู่ในลำคอ ไล่จิก เด็กอนุุบาลไม่มีทางสู้อย่างกรู กลับบ้านไปร้องไห้ทุกวัน แม่บอกเป็นไรอีกละ  บอกห่านจิก  บอกทุกวันจนแม่ไม่เชื่อ หาว่าผมหาเรืองกลับบ้านเร็ว โดดเรียนแต่เด็ก ( กลับบ้านเร็วนึกว่าเราขี้เกียจแต่จริงๆแล้ว กลับก่อนห่านมันตื่นน่ะ) หลังๆผมผ่านทางนั้น ก็ถือไม้ไผ่อันนึงประหนึ่ง ดาบเหล็กน้ำพี้ แห่งขุนเขาซุนกวน ที่ไหนได้ วิ่งทิ้งดาบแล้วร้องไห้กลับบ้านง่ายกว่า ห่านแม่งจิกหัว ใครจะไปสู้กับห่านหมู่นั่นละ(ไม่ใช่หมาหมู่)

โรคกลัวโรงเรียน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเด็กเล็กเท่านั้น แต่รวมถึงนักศึกษา มหาลัย ผู้ใหญ่ กลางคนก็เป็น เพียงแต่เปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นกลัวอย่างอื่นแทน กลัวการไปโรงบาล กลัวการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ มองดูดีๆแล้วมันคือการกลัวการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง ที่กลัวอาจเกิดจากความรู้สึกไม่มั่งคงทางจิตใจ ความไม่รู้ว่า อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เลยอยู่ทีเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่รู้จักโต (ผมโดนว่าบ่อยช่วงนี้ ด้วยคำนี้)

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนใหญ่ คือคนที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า กล้าที่จะเผชิญกับปัญหา และลุยไปกับมัน (ไม่็รู้จักโต ก็จมปลักอยู่อย่างนี้แหละ เสียงนั้นยังสะท้อนในรูหู)

ที่เขียนมานี่ เหมือนเป็นการบำบัดความกลัวของผมที่อยู่ในใจ เขียนเพื่อให้มองเห็นตัวเอง เพื่อให้เห็นความกลัวในการที่จะมีความกล้าเผชิญกับฝูงห่านพวกนั้น  ณ จุดนี้ ผมยังก้าวไม่พ้นสักที

 

 

 

(ข้อเขียนต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว หากใครใคร่ตีความเป็นอย่างอื่นย่อมทำได้ หากเพียงแต่ท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบ)

1วัน หลังอ่านลับแล,แก่งคอย จบลง ภาพในหนังสือหนาหนักเล่มนั้นมันคงค้างในหัวผมอย่างต่อเนื่อง ดูทีท่าว่าคงจะไม่จบในเร็ววัน จินตนาการของผู้เขียน อุทิศ เหมะมูล มันเหลื่อมๆคล้ายว่าเป็นความทรงจำเเดียวกับผม เพียงแต่ตัวละครผู้เป็นพ่อในหนังสือเป็นตัวยายของผมในชีวิตจริง ยายผู้ซึ่งผ่านชีวิตมายาวนาน เหมือนกับพ่อของเด็กชายสองคน เหตุการณ์ในชีวิตของทั้งสองต่างคล้ายเบ้าหลอมคนละอันแต่ให้ผลลัพธ์ที่ เหมือนกัน

 

ลับแล,แก่งคอย เรื่องราวของครอบครัวธรรมดาสามัญชน ที่ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะได้กลายเป็นชนชั้นผู้นำขึ้นมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดแม้แต่ชนชั้นกลางก็ยังยากที่จะเป็น ภาพที่ดิน3ไร่ที่ผู้่พ่อสร้างขึ้นมากับมือได้กลายเป็นของคนอื่นที่ละแปลงงานสองงาน จนเหลือพื่นที่ที่เรียกได้ว่าพอจะเป็นที่ซุกหัวนอน ที่ดินกว้างกลายเป็นแค่เพียงพอที่จะวางบ้าน เมื่อพ่อจากไป 

"กาลครั้งหนึ่ง ชายคนหนึ่งเคยมีชีวิตอยู่ที่นี่ เขามีลูกเมียพร้อมหน้า คนนับหน้าถือตาพรั่งพร้อม วันหนึ่งเขาค่อยๆสูญเสียความน่านับถือจากคนใกล้ชิด พอเขาตายจาก คนรอบข้างก็สิ้นความเห็นอกเห็นใจครอบครัวของเขา"

อุทิศ เสนอเรื่องเล่าผ่านตัวละครเด็กชายลับแล ผู้เป็นลูก บอกเล่าเรื่องราวต่างๆทั้งหมดตั้งแต่บุพพการีตั้งรกราก สร้างเนื้อสร้างตัว จนเขาถือกำเนิดขึ้นตามหลังพี่ชายคนละแม่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา ตลอดถึงการดำรงอยู่และตายจากไปของคนในครอบครัวทีละคนสองคน ต่างที่ ต่างเวลา ความเอื่อยในเรื่องเล่า ตัวหนังสือพรืดลายตา หาได้ชวนง่วงไม่ ผมชอบการเล่าเรื่องซ้อนเรื่องเล่าของผู้เขียนเป็นอย่างมาก เรื่องเล่าซึ่งหล่นปรายไปด้วยคำลวงที่ผู้อ่านไม่มีวันคาดเดาได้ จนกว่าจะจบเล่ม มันไม่ได้หักมุมเสียจนเหลือการคะเน แต่ทิ้งอนุสรณ์ไว้ในหัวใจผู้อ่านนั่งครุ่นคิด ถึงความมีตัวตนของตัวละครในเรื่อง เรื่องเล่าและเรื่องจริงในเรื่องเล่าของลับแล เรื่องใดคือเรื่องจริง ผู้อ่านอย่างผมอยากให้เรื่องลวงในสายตาผู้เป็นแม่ เป็นเรื่องจริงขึ้นมา ในขณะที่ ผมเชื่อลับแล ผู้อ่านคนอื่นอาจเชื่อแม่

ลับแลอาจไม่มีตัวตน แต่เป็นแก่งคอยที่เป็นผู้เล่้า หรือทางกลับกัน ..ประวัิติศาสตร์ทีเริ่มสร้าง กลวิธีการเล่าเรื่องของผู้เขียนชักชวนให้ผู้อ่านตีความว่า ใครกันแน่ที่สร้างประวัติศาสตร์  พ่อแม่ ลับแล แก่งคอย ผีแม่เฒ่า หรือต้นแหน อาจเป็นถนนสายมิตรภาพ หรือชาวบ้าน ทุกคนอาจเป็นผู้สร้างในขณะเดียวกันก็อาจเป็นผู้ชะล้างในขณะที่บางคนอาจเป็นแค่นคนยืนมองดูความฉิบหายนั้นโดยไม่ทำอะไร (นั่นก็เป็นผู้สร้างแล้ว) ผมไม่รู้่ว่าใครสร้าง (จริงๆแล้วรู้) แต่เรื่องราวเหล่านั้นมันฝังเข้าไปในหัวเรียบร้อยแล้ว  ด้วยเพราะถ้อยคำพรรณนาโวหารชวนน่าเบื่อใน 20หน้าแรก ทำให้ผมเกือบวางมันลง แต่เปล่าเลย มันกลับทำให้รายละเอียดปลีกย่อยของบรรยากาศที่ผู้เขียนจงใจสร้างขึ้นมานั้นมันสมจริงมากที่สุด จนเมื่อผ่านไป444 หน้านั้นแล ผมจึงค่อยถอนสายตาออกมา พร้อมกลับก้อนจุกในลำคอ นิ่ง และนั่งซึมไป 1วัน ไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลกับผมมากที่สุดในรอบหลายปีมานี้ ประหนึ่งเหมือนดูหนังรวดเดียว พอเครดิตขึ้นแล้วไม่อยากลุกออกจากโรง 

ลับแล,แก่งคอยเกิดจากปมเล็กๆแห่งความขัดแย้งภายในจิตใจของเด็กหนุ่มหลอมและขยายออกสู่ภายนอก รวมทั้งความขัดแย้งในตัวตน ความขัดแย้งระหว่างคนกับคน และคนกับสังคม ตรึงตราอยู่ในห้วงมโนสำนึก เป็นสังคมมุษยวิทยาชั้นดี ให้ผู้อ่านเสพลึกถึงความเป็นตัวตนของคนธรรมดา เหมือนกับเสพความเป็นตัวตนของเราเอง 

ผมกลับมามองย้อนดูตัว สภาพสังคมในชนบทในเรื่องไม่ได้ต่างอะไรกับชนบทปัจจุบันที่ความเจริญรุกคืบย่างกรายเข้ามาถึงหน้าบ้านโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว เมืื่อรู้สึกตัว เราคือผู้ที่ถูกทิ้งไปเสียแล้ว ด้วยทุนนิยมละทิ้งอุดมการที่กินไม่ได้ กลายเป็นคนอีกชั้นที่พยายามและทะเยอทะยาน โดยไม่คิดแ้ม้แต่จะหันไปมองกำพืดของตัวเอง แม่เป็นคนอีสานที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นธนาคารซ้ำยังบ้าหวย เล่นไพ่ เชื่อผีสาง กับพ่อที่เป็นเจ้าของชีวิตของทุกคนในครอบครัว พี่ชายที่ทำตัวเกกมะเหรกผู้เป็นต้นตอแห่งความอัปยศอดสูในกาลต่อมา อย่างนี้หรือคือทีที่เด็กคนนึงจะทนรับไหวกลายเปนรอยแผลแห่งความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน

ไม่ว่าแก่งคอยหรือลับแล คนใดกันแน่ที่เป็นผู้สร้างและผู้ทำลายช่างน่าคิดไม่น้อย

 หนังสือเล่มนี้ ประจงด้วยถ้อยที่ไพเราะแต่ฟังง่าย ผมชอบสำนวนอันลื่นไหลในเรื่องเหลือเกิน ใช้คำว่า   "สวยงาม ปราณีต และสมบูรณ์ " ถือได้ด้วยรสนิมยมการอ่านของตัวเองว่า อุทิศ เหมะมูล คือผู้เขียนในดวงในใจไปอีกคนหนึ่ง  

 

ผมนึกสงสารตัวเองขึ้นมาชั่วขณะ...

อุษา

posted on 08 Jul 2010 22:18 by hippogrip  in penzip

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Green Day & The Cast Of American Idiot - 21 Guns - album out 4/20

posted on 24 May 2010 23:27 by hippogrip  in penzip

   

   



(Rebecca Naomi Jones)
Do you know what's worth fighting for?
When it's not worth dying for?
Does it take your breath away
And you feel yourself suffocating?

Does the pain weigh out the pride?(ah...*)
And you look for a place to hide?(ah...*)
Did someone break your heart inside?
You're in ruins

(Christina Sajous)          
One, 21 guns
Lay down your arms, give up the fight

(Christina Sajous & Mary Faber)
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,

(Christina Sajous)            
you and I

(Billie Joe Armstrong)          
When you're at the end of the road
And you lost all sense of control
And your thoughts have taken their toll
When your mind breaks the spirit of your soul

Your faith walks on broken glass(ah...*)
And the hangover doesn't pass(ah...*)

(Billie Joe Armstrong, Stark Sands, John Gallagher Jr. & Michael Esper & Company )
Nothing's ever built to last
You're in ruins (with chorus echo)

(Billie Joe Armstrong & all feat.)
One, (One,*) 21 guns
Lay down your arms, give up the fight
One, (One,*) 21 guns
Throw up your arms into the sky, you and I

(Rebecca Naomi Jones & chorus*)
(Did you!*) Did you try to live on your own
(When you!*) When you burned down the house and home?
(Did you!*) Did you stand too close to the fire
Like a liar (ah...--*)looking for forgiveness (--for forgiveness...*)

(Rebecca Naomi Jones)        
from a stone?

(Christina Sajous)
When it's time to live and let die
And you can't get another try
Something inside this heart has died
You're in ruins ( You're in ruins......*)

(All)                
One, 21 guns
Lay down your arms(ah...--*), give up the fight(--fight...*)
One, 21 guns(21 guns...*)
Throw up your arms(ah...--*) into the sky(--sky...*)

One, 21 guns
Lay down your arms(ah...--*), give up the fight(--fight...*)
One, 21 guns(21 guns...*)
Throw up your arms(ah...--*) into the sky(--sky...*),
you and I ...

จากคุณ : ScreamChorus

9 ภาพยอดเยี่ยมใน thumb drive by J-su

posted on 16 May 2010 01:37 by hippogrip  in diary
ชอบเงี้ยทกที เวลาเครียดๆจะทำความสะอาดบ้าน อาจจะค้านกับหน้าตาและชีวิตจริงที่คนอื่นรับรู้ หลายคนบอก มึงคงอารมดีตลอดเวลา กูถึงเห็นบ้านมึงสกปรกยิ่งกว่าที่ทิ้งขยะ กทม. ตอนสมัยอยู่หอพัก ยังจำได้ดีตอนปีหนึ่ง เครียดวิชาเลขมาก เลขควายๆอย่างที่พวกมึงพูดนั่นแหละ เลขม.สาม สำหรับกูมันยังกะ ป.เอก ก็คนมันโง่นี่หว่า ผมก็เลยไม่รู้จะทำไงแทนที่จะท่องสูตรพื้นที่สี่เหลี่ยมขนมคางหมู(55)ก็ไปซักร้องเท้าในห้องน้ำ ซักไปน้ำตาเล็ดไป ด้วยความที่อยากจะกินร้องเท้าแทนข้าวเผื่อจะได้ฉลาดๆขึ้นมาบ้าง
เพื่อน : มึงเป็นไร
ผม : กูเครียด
เพื่อน : เครียดแล้วมาซักร้องเท้าเนี่ยนะ
ผม: มันเป็นการระบายความเครียดอย่างนึง(ของกู)
 
มาวันนี้ไม่รู้จะทำอะไร แต่ความเครียดมันฝังลึกอยู่ข้างใน ล้างThumbแม่งละกัน ก็เลยได้ล้างthumbเป็นการใหญ่ เนื่องด้วยพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการเก็บข้อมูลอื่นๆอีกต่อไป  และ เหตุผลว่าเราจะลืมความเครียดได้ชั่วขณะ นั่งลบนู่นนี่นั่นไปเรื่อย แย่งชิงพื้นที่ได้คืนมา เกือบ 20 กิ๊ก สกเป็ดกูแบกขยะบ้ามาตั้งหลายปี ข้อมูลดีๆจะได้เก็บลงไป แต่ก็นั่นแหละ ทำเอาผมลืมความเครียดไปเลย เพราะมันใช้เวลาเกือบ 4 ชม.ในการเคลียร์พื้นที่ เอาเฉพาะในFolderรูป ผมลบไป 1000 กว่า และยังเหลืออีก 2000 กว่ารูป ตั้งแต่กล้องดิจิตอลเข้ามาในชีวิต มันง่ายที่เราจะถ่ายรูป ถ่ายไปเรื่อยเพราะคิดว่ามันไม่ใช่ฟิล์ม ไม่พอใจก็ลบออก ไม่เปลือง แต่แล้วรูปนั้นก็ถูกเก็บอย่างเรียบร้อยในฮาดดิสก์ ไม่เคยได้ถูกทำคลอดออกมาเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเอาไว้ใส่กรอบ ใส่อัลบั้ม ผมให้ค่ากะมันน้อยลง นานๆทีถึงจะเปิดเข้ามาดู
 
นึกสนุก เลยจัด ภาพถ่ายยอดเยี่ยมสไตล์เจ้สุ ที่ สัดส่วน สมดุล จังหวะ การเน้น เอกภาพ ที่องค์ประกอบศิลป์ควรมี ซึ่งมันไม่อยู่ในภาพต่อไปนี้เลย เข้ารอบมา 9 ภาพ ถูกใจเจ้คนเดียว ให้ไฟเขียวทั้งยวง
 
อันดับ9  เซเลป....ให้อารมปาปารัซซี่ดี รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเซเลป(ขบ) ปล่าวหรอก มันเป็นภาพที่ถ่ายกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานถึง 4 ปี เธอคนนี้เคยได้ฉายา สามคนผัวเมีย เพราะมันไปมีแฟน ผมก็ตามมันไปด้วย ขับมอ'ไซค์ แฟนมันขับ ผมนั่งกลาง  ฮาดีแท้ เพื่อนมันด่าผม ผมไม่โกรด เพราะผมรักเื่พื่อน 55  

 
Photobucket
 
 
 
อันดับ8..ไม่มีอะไรรูปนี้ จริงๆนะ แค่เพื่อนน่ะ.555พอๆๆๆๆๆๆ อย่ามาแอ๊บไอ้ไฝ.... ก็คือ มันเป็นภาพที่ผมใส่ชุดนักศึกษา! แค่นั้นแหละเหตุผล..... เพราะตอนที่เรียน โอกาสได้ใส่ชุดนักศึกษา มีแค่ ตอนสอบ ภาพมันเลยน้อย ขอโทษนะ ผมเรียน อินเตอร์น่ะ อินเตอร์คอนติเนนตัล (ตรงเพลินจิต ฐานที่มั่น นปช.น่ะ55) 
 
Photobucket
 
 

 
  อันดับ 7 อยากเรียกภาพนี้ว่า เด็กดอยหน้าดำ  ตอนนั้นไป ทีลอซู นั่งเรือยางไป ดูจากสภาพศพแล้วเพื่อนๆลงความเห็นว่า ผมเป็นเด็กท้ายเรือ ใช่ซิ้ กูมันดำ คือตอนถ่ายไม่คิิดว่าตัวเองอยู่ในเฟรมภาพ อีตากล้องมันก็ไม่บอกกล่าว ดูหน้าผมสิ ก็จริงของมัน เหมือนเด็กท้ายเรือ ไม่มีผิด ตอกย้ำความอร่อย ด้วยการที่ขากลับตำรวจค้นรถทัวร์ เพราะมันอยู่จ.ตาก จะเข้า กรุงเทพ เค้ากลัวพวกขนยาเสพติดมาทางชายแดน ตรวจใครไม่ตรวจ ตรวจกรูแสดดดดดดด  น้องคนไทยป่าว เจ็บช้ำน้ำใจยิ่งนัก ที่สำคัญ เจอสองด่าน แม่งก็ตรวจกูทั้งสองด่าน หันไปข้างหลัง ทุกคนมองนอกหน้าต่าง ทำทีไม่รู้จัก กวนตรีนนน 555555555555555555
 
Photobucket
 
 
 
 
 
  อันดับ 6 ภาพนี้ไม่มีโพ้มมมมม  ถ่ายตอนไปพีพี กระบี่ สภาพศพเพื่อนสองคนนี้น่ะเหรอ จะเล่าให้ฟัง ผมคนถ่าย ข้างหลังผมมีหญิงคนนึงเมาปลิ้น หน้ากลบทราย (อีแก้ว) มันสองตัวในภาพ ชายเสื้อเหลืองเพิ่งขึ้นมาจากทะเล มันไปอ้วกแล้วอ้วกก็โดนน้ำทะเลซัดเข้าหน้าอีแก้วที่นอนอยู่ ครึกครื้นที่สุดในชีวิตกูละ  ยัยผู้หญิงเสื้อดำ มันถ่ายด้วยท่าแจ้งเกิดบนเกาะ ชู2นิ้ว ประหนึ่งดีใจที่มันดังเพียงชั่วข้ามคืน

 
 
 
 
 

อันดับ 5 ปลิ้น ละกัน ...พีพี เหมือนกัน คืน สองสามสี่ไม่รู้ละ จำไม่ได้  ชายหาดหลังเกาะ ผมชอบร้านนี้ ไม่มีร้าน มีแต่บูทดีเจ เปิดเพลงอยู่ในคอกนั่น และเก้าอี้พลาสติกสีขาว วางเต็มชายหาด ที่อื่นปิดหมดที่ี่นี่ ยันเช้า เค้าคงอ้างว่า กูไม่ได้เปิดร้าน กูแค่มาเปิดเพลง ฟังเฉยๆ bucket ที่เห็น เราซื้อกันตั้งแต่เซเว่น(ใช่ พีพี ขายเหล้าใส่ถังหาซื้อได้หน้าเซเว่นแห่งเดียวบนเกาะ)  ทุกวันนี้ผมยังงงอยู่ ภาพนี้ใครถ่าย เพราะไปกันสี่คน ตื่นมาตอนเช้าไม่มีใครจำได้ซักคนว่าใครเอากล้องไปถ่าย คาดว่าเป็นพี่ดีเจ..

 
 
 

 

อันดับ 4 ...... ไม่รู้จะอธิบายยังไง คือตอนนั้น คุยเรื่องเครียดอะไรซักอย่างกับเพื่อน ผมไม่อยากให้เพื่อนเครียด ก็เลย ยืนคุยเรื่องเครียดแต่ในลุ็ค นี้เท่านั้นเอง....มันเครียดหนักว่าเดิม "กูไม่น่ามีเพื่อนอย่างมึงเลย"

 

Photobucket 
 
 
 

 

 
 
อันดับ 3 คางคกอ้วกแตก ดูไม่ออกใช่มะว่าอยู่บนอะไร ..ผมอยู่บนสปีดโบ้ท เวลา2ทุ่ม นั่งเรือจากท้ายเกาะไปหาดริ้น เราจะไปเรื้อน ว่างั้นเถอะ ฟูลมูนรออยู่ข้างหน้า แต่ใจผมหมดอารมตั้งแต่เดินทางละ ฝนตก ลมแรงคลื่นสองเมตร ปืนคลื่นที หัวชนหลังคา ต้องเอาหน้ารับลมอย่างที่เห็น นี่ข้างคนขับเลยนะนั่น คาดว่าถ้าอ้วก คนที่อยู่ข้างหลังจะได้ทั่วถึงกัน ในใจคิด เราอาจจะได้เห็นฟูลมูนแค่เแสงไฟระยิบระยับข้างหน้าเท่านั้นละมั้ง
แต่ก็ถึงฝั่ง เมาเรือเรียบร้อยละ ไม่ต้องพึ่ง แอลก์

Photobucket

 

 

 

 

  อันดับ 2 มันเป็นภาพบังเิอิญ บังเอิญแบบประดิด  เลิกเรียนลงมาจากตึก ข้างหลังคลองน้ำเน่า อยู่่ๆทุกคนก็พร้อมใจเดินไป ถ่ายรูป แล้วก็เดินกลับ แค่นั้นเอง แล้วทุกคนก็เหมือนไม่ได้เพิ่งถ่ายรูปมา  อธิบายงงๆว่ะ คือ พอถ่ายเสร็จก็ไม่ได้พูดถึงภาพนี้อะ ก็คุยเรื่องอื่น แบบว่าตามธรรมชาติแล้ว พอถ่ายปุ๊บจะขอดูรูป เห้ยๆไหนดูดิ แต่ละคนดูดีกันรึปล่าว แต่นี่ ปล่าว แชะเสร็จก็เดินไป เฉ้ยยยยย พอออกมาในเรื่องคาแร็คเตอร์น่ะ มันลงตัวยังกะถ่ายปก image 

Photobucket

 

 

 

 

อันดับ 1 นุ้มมมมมมมมมมมนุ่ม คือไม่รูู้ลูกชายบ้านอื่นเป็นหรือปล่าว แต่ผมเป็นวะ ชอบจับนมแม่ กลับบ้านไปทีไรจะต้องขอจับนม 1ที บางคนอาจชอบจับนมย่านมยายที่ยานเป็นถุุงกาแฟ มันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก พ่อเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ยังไม่ตั้งไข่ ผมนอนอยู่บนอกแม่ กินนม ไม่รู้หมั่นเขี้ยวอะไรขึ้นมา ผมดึงนมแม่มัดจนแม่ร้องเรียกพ่อ "ช่วยด้วยๆ" 55 แม่บอกว่า ถึงขนาดแกะมือผมไม่ออกเลยทีเดียว  ลูกชายบ้านอื่นอาจจะเขินที่จะแสดงความรักต่อพ่อแม่ จะบอกว่า ไม่เห็นต้องเขินอายเลย แสดงความรักในแบบของคุณ สำหรับผม

"แหมะๆ หยำนมทีนึงก่อน"

Photobucket

เสียงสลุต

posted on 12 May 2010 20:50 by hippogrip  in penzip

ตอนไปเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติน่ะ มันจะมีพิธีตรวจการฝึกทหารใหม่ ตอนนั้นฝึกไปได้เกือบสองเดือน เริ่มคุ้นชินกับการ"แดก" แบบต่างๆที่ครูฝึกสรรหามาลงโทษ อย่างเดียวที่ยังไม่คุ้นคือเสียงปืน ก็เกิดมาในชีวิตได้ 18 ขวบ เคยหยิบปืนสั้น ไม่รู้เค้าเรียกปืนอะไร ยิงเป้าประดาษ ตามค่ายทหาร ก็ยิงตามประสาเด็กๆ สิ่งที่้เรากลัวคือเสียงมัน อย่างอื่นเฉยๆ เพียงแต่กลับออกมาวันนั้น เป้าเราสะอาดกว่าใครเพื่อน ก็พอลั่นไกออกไปมัวแต่หลับตาปรี่ๆ ไม่เข้าใจว่าคนเรากลัวเสียงทำไมต้องหลับตา เหมือนดูหนังผีปิดตาทั้งที่ควรจะปิดหู

ตอนเที่ยง แดดเปรี้ยงๆของวันนั้น มีนายทหารระดับผู้ใหญ่ ประมาณ ผบ.ค่าย ผบ.ภาค4 มากันเพียบอะ เราเป็นหน่วยเล็กสุดในกองทัพ แบบว่าถ้าตายไป ก็ไม่มีใครเห็น พลทหารร่วมรุ่นกว่า96 นาย ยืนถือปืนในท่าทำความเคารพ นานจนไหล่จะหลุดจากบ่าอยู่แล้ว มองไปบนพื้นดิน ย้ำว่าพื้นดิน แต่ไม่เห็นดิน เพราะแสงแดดที่สะท้อนหมวกของคนหน้าแววาวไปทั่ว ชวนให้เป็นลม ยิ่งนัก  ก่อนหน้านี้จ่าคนนึง ชื่อจ่าเริง เรียกได้ว่าเป็นน้องๆจ่านรกที่พวกเด็ก รด.แถวกรุงเทพ เค้าเรียกกันนั่นแหละ บอกว่า เดี๋ยวจะมีการยิงสลุต 7 นัด เราก็ไม่รู้ว่าสลุตนั่นคืออะไร ฟลุต ไททานิคอ่ะนะ สงสัยได้ไม่นาน ก็มีปืนใหญ่ โดนลากมาวางห่างไปจากแถวพลทหารซัก 10 เมตร จ่าเริงบอกว่า

"เสียงน่ะมันดังกูบอกไว้ก่อน ไม่ใช่พอได้ยินเสียง ตกใจ วิ่งทิ้งปืน ร้อง ลาต้าๆ ไม่เอานะมึง ไอ้เหี้ย มึงได้ดีแน่"

ประมาณนั้น แล้วขบวนนายทหาร ก็มาถึง กล่าวอะไรเสร็จเรียบร้อย สลุตที่ว่า ก็โดนยิงขึ้นไปด้วยปืนใหญ่อันนั้นนั่นแล...........แม่เจ้าโว้ยยยยยยยยยยยยยยยย  เสียงทรมานอารมณ์เหลือหลาย อะไรมันจะดังขนาดนั้น ดีที่วันนั้นไม่มีใครร้องลาต้าๆ 555 

ข้อมูลกันหน่อย

สลุต หรือ  Salutio เป็นภาษาละติน เป็นการยิงปืนแสดงความเคารพต่อ กษัตริย์  ประมุขหรือผู้ใหญ่ในกองทัพ หรือพวกทูต อะไรทำนองนั้น เค้าจะยิงกัน21 นัดเรียก สลุตหลวง ยิง 101 นัดเรียก สลุตหลวงพิเศษ แล้วก็จะลดหลั่นตามจำนวนยศขั้นกันไป มีตั้งแต่ 21 นัดไปจนถึง 7 นัด 

วันนั้น 7 นัด ฟังแล้วขนลุกดีแท้ มันเป็นแค่เสียงดัง ไม่มีกระสุนเพราะเค้าใช้กระสุนซ้อมรบ

ในการยิงสลุตที่ว่าเนี่ย บางครั้งก็ใช้ยิงเพื่อสดุดี ทหารหาญ ที่เสียชีิวิตในภาระกิจ ด้วย หากใครเคยได้ยินล่ะขนลุก เชื่อได้เลย 

เหมือนกับเพลง 21 Guns ของ Greenday เป็นเพลงที่พูดถึงสงครามที่ตอนนี้เข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองไทยทุกวันนี้ดีแท้ ไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร ตายกันเองเจ็บกันเอง รอวันที่่จะได้ยินเสียงสลุตกัน  แล้วก็มาร้องไห้ สดุดีก็เท่านั้น เว้นเสียแต่บางคนที่ตายไปนั่น ก็แค่ตายเฉยๆ หาได้เอาประชาธิปไตยอย่างที่พวกเค้าเรียกหาไปภพอื่นไม่และอย่าได้หวังแม้เพียงเสียงร่ำไห้จาก พวกสามนรกกะนายมันนั่นหรอก  กลับบ้านเถอะพี่้น้อง

One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,You and I

 ลองฟังดูนะ เศร้าใจแทนผู้ปกครอง

ก็ไม่รู้ละนะ ตั้งแต่คุยกับคนที่ไม่ควรคุยในเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นเรื่องการเมือง หลายอย่างรอบตัวผมก็เปลียนไปตั้งแต่ความคิดความอ่าน โลกทัศน์ของการเสพข่าวสาร ไม่ถึงกับสิ้นเชิงแต่เปลี่ยนในลักษณะที่มอง "ด้านอื่น" มากขึ้น

นาทีนี้ กระแสการเมืองมาแรงชนิดที่เรียกได้ว่าอัตราการเติบโต811% ยิ่งกว่าเกาหลีฟีเว่อร์เสียอีก หลายวันก่อนที่ผมจับพลัดจับผลู(ไม่ตั้งใจ)ไปคุยการเมืองกับเพื่อนซึ่งเป็นสี แดง ต้องยอมรับว่าหลังจากนั้น ผมเกลียดมันไปเลย นึกถึงขั้นเสียดายไม่น่าไปคุยเรื่องนี้เสียเพื่อนปล่าวๆ ถึงวันนี้กลับกลายเป็นผลดีเสียอีก ที่ทำให้ผมได้เริ่มต้นมอง  "ด้านอื่น" มากขึ้น ถ้าเราลองมองย้อนดีๆ เราจะเห็นกระบวนความคิดจากคำพูดและการแสดงออกของคนเสื้อแดงว่าเกิดจากความ เชื่อล้วนๆ 

ความเชื่อมันเหนือกว่าความจริง จริงเสียยิ่งกว่าความจริงใดๆ ของผู้อื่น ยิ่งการได้เป็นผู้มี "ต้นทุน" สูงกว่าคนอื่นแล้ว ควาามจริงของคนอื่นก็ด้อยกว่าความจริงของตัวเอง ซึ่งต้นทุนในยุคนี้ ก็พวก PTV ASTV เคเบิล วิทยุชุมชน กลุ่มชุมนุมแดงเหลือง ยิ่งได้ไปอยู่เหตุการณที่เห็นมากับตา ก็ยิ่งยึดมันถือมั่น(ตัวกูของกู) ว่ามันคือความจริงแท้แน่นอน ซึ่งหากมีความเป็นมนุษย์ที่มีวิญญาณ เราจะไม่ถือเอาเหตุการณ์ที่ "ตัวกู" เห็นและรับรู้เป็นความจริงสูงสุด เพราะมันจะเป็นความจริงที่ถูกอัดแน่นไปด้วยตัวตนของเราและยึดมั่นไว้กับตัว ยากที่จะมีใครมาเปลี่ยนแปลงความจริงของเค้าได้ ผมไมได้บอกว่าไม่ควรมีความเชื่อแต่การมีความเชื่อโดยการใช้ตัวกูมาเป็นหลัก ยึดแล้วมันไม่ควร

หากใครเคยอ่าน เรื่อง ราโชมอน ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมซามูไรคนนึง ที่บอกเล่าผ่านตัวละครทั้งหมดด้วยการสอบปากคำ โดยที่ทุกคนต่างเล่าเหตุกาณ์เดียวกัน แต่ในมุมมองต่างกัน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง จนไม่รู้ว่าอันไหนคือความจริงแท้ ช่างเหมือนเหตุกาณ์บ้านเมืองตอนนี้ไม่มีผิด ราโชมอนถูกแต่งขึ้นจะ60-70ปีแล้วแต่มนุษย์(คนไทย) ก็เหมือนเดิม ร่วมสมัยดีจริงๆ

อย่างไรก็ดีถือเป็นการตื่นตัวของวัยรุ่นอย่างเราๆ(เหรอ) ที่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น เห็นได้จากเพื่อนๆในเฟสบุ๊คที่หันมา เลือกกลุ่มที่ตรงกับจริตของตัวเอง ชอบสีไหนไปสีนั้นสนุกดีแท้ แต่อยากให้มองกันลึกๆเข้าไปในทุกๆด้าน ผมเชื่อว่าการที่เราจะเข้าใจใครซักคนเราต้องมองเค้าในทุกด้าน ด้านดีด้านเสียมันก็มีอยู่เป็นปกติ บางคนก็เข้าไปด่าด้านที่ไม่ตรงกับตัวเองกันซะมันมือ หากเพียงเพราะแค่ความเชื่อของแต่ละคนต่างกัน แค่ในเฟสบุ๊คยังจะตีกันตาย เจอหน้าแล้วแม่งคงได้เจอมือตบตีนตบ แต่เป็นมือจริงตีนจริงก็เท่านั้น

ทุกวันนี้ผมจะอ่านอะไร บทความอะไร เฟสบุ๊คใคร เธอคนนี้ นายคนนั้น เอ๊ะมันเป็นเสื้อแดงป่าววะ หรือว่าเหลือง หรือว่าพวกขบวนการล้มเจ้า (อันหลัง ซึ่งไม่ถูกกับจริตผมอย่างรุนแรง) ก็จะหลีกเหลี่ยงไม่อยากรับรู้ แค่นี้พอแล้ว เท่านี้ผมก็เห็นกระบวนการคิดของ"พวก" นั้นตามที่กล่าวมาตอนต้น

เห็นไหมว่าเราได้แบ่งแยก "พวก" กันไปแล้วทั้งที่เป็นคนไทยเหมือนกันน่าสงสารประเทศที่บอบช้ำเสียเหลือเกิน คิดแล้วมันเศร้านัก 

"ประเทศไทยนี้รักสงบ" เหรอออออออออ "แต่ถึงรบไม่ขลาด" นั่นไงมันมีความขัดแย้งในตัวมันเอง ปากบอกกูชอบอยู่เงียบๆแต่ถ้ามึงกวนตีนมากูถีบนะเว่ยเห้ย ณ เวลานี้ ประเทศนี้ไม่รักสงบแล้ว ฆ่ากันเองสับกันเอง แล้วก็ล้างเลือดกันเอง ไม่จบไม่สิ้น ตราบใดที่เรายังยึดมั่นในตัวกูของกู เราก็ยังคงได้เชียร์กีฬาสีกันอีกนานอีกหลายแมตช์

ทุกวันนี้ผมเสพข่าวน้อยลง แค่อ่านอีเมล์โจมตีที่ส่งกันไปมาก็เหนื่อยพอแล้ว ให้ไปดูข่าวทหารโดนยิงตายกีนาย ประชาชนกี่คนบาดเจ็บ  ทักษิณตายจริงหรือ คลิปการเมืองใหม่ๆ ภาพเที่ยวรอบโลกนั่นตกลงตัดต่อหรือยังไง แล้วก็กลับมาสนับสนุนความเชื่อที่มีอยู่ ให้กลายเป็นความจริงสมบูรณ์แบบ เฮ้ออออออออออออออออ

ยุคนี้สมัยนี้คุณจะทำให้โลกของสื่อไม่ได้ฤูกกำหนดด้วยความเร็วอีกต่อไป หากคุณลงลึกในรายละเอียดของข่าวที่สื่อพยายามเสนอ   กล่าวคือ มองทางไหนสื่อก็เสนอข่าวในเชิงความเร็ว ใครได้ข่าว บอกข่าวก่อน คือผู้ชนะ โลกมันจะเปลี่ยนไปหากผู้เสพข่าวไม่ใช่แค่ใช้หู แต่ใช้สมองส่วน เซเรบรัม คิดวิเครา์ะห์เสียบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้เจ้าสมองอันนั้นไม่เป็นสมองโง่ๆที่ถูก "ความจริง" (ที่เค้าว่า) ปิดบังตา

 

 

ใครทำอะไรที่ไหนช่างแม่งเหอะ จิตสำนึกของความเป็นคนไทย จิตสำนึกในหน้าที่ ความรับผิดชอบ ต่างหากที่เราเปลี่ยนแปลงได้จากตัวเราเองไม่ต้องไปเปลี่ยนคนอื่น เปลี่ยนที่ตัวเรา มีสำนึกกันให้มากขึ้น อย่ามัวแต่คิดว่าตัวเองได้หรือเสียอะไร และเลิกยึดมั่นถือมั่น สังคมมันก็จะดีขึ้นเองโดยธรรมชาติ

 คราวหน้ามาว่ากันเรื่อง ประชาธิปไตยในมุมมองของอิฮั้น555

Recommend